11 ธ.ค.
2012

วิธีใช้เงินอย่างประหยัด ใช้เงินอย่างไรให้ประหยัด การใช้เงินอย่างประหยัด

วิธีใช้เงินอย่างประหยัด  ใช้เงินอย่างไรให้ประหยัด การใช้เงินอย่างประหยัด

การขนส่ง คมนาคม ในปัจจุบัน มีความรวดเร็ว  สะดวกสบาย กว่ายุคก่อน  อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้  ข้าราชการสมัยก่อน   ยกตัวอย่างของครอบครัวผม คือพ่อ ซึ่งท่านรับราชการครู การจะซื้อรถยนต์สักคัน เป็นเรื่องใหญ่  ยิ่งหากจะซื้อรถยี่ห้อหรูๆ สปอร์ตคันงาม อันนี้ลืมไปได้เลย..   หรือไม่พวกเราลองสังเกตคุณครูของพวกเราแต่ละคนสิครับว่า   พวกท่านเดินทางมาโรงเรียนและมาสอนพวกเราโดยใช้ยานพาหนะใด วิธีใด   .. ที่เห็นมักเป็น รถจักรยานยนต์เก่าๆ รถยนต์กระบะ เก่าๆ ซึ่งนั่นก็พอเพียงสำหรับคำว่าข้าราชการครูในสมัยเราๆ แล้ว…  อีกทั้งคุณครูนั้น  การเดินทางไปไหนมาไหนของพวกท่าน   มักใช้รถโดยสารประจำทาง  หากจะไปเป็นหมู่คณะ ก็จะเป็นในลักษณะของการจ้างเหมา  เช่นรถตู้ รถบัส  เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย  ..  การดำรงชีวิตข้างต้น ก็ถือไม่เป็นการประหยัดสุดกู่ ถือว่าผิดแผกแตกต่างกับคนอื่น

แต่ในปัจจุบัน ไม่เป็นอย่างนั้น รถเก๋งคันงาม รถกระบะสี่ประตูรุ่นใหม่  บ้านหลังใหญ่ๆ  กลายเป็นสิ่งที่ข้าราชการสมัยนี้ ต้องแข่งขันประชันกัน  .. แต่มันก็เกิดจากวงเงินกู้ ที่ทางธนาคาร หรือเจ้าของเงิน  ได้ให้โปรโมชั่น ดึงดูดใจให้กู้ในขอบเขตของวงเงินที่มาก เป็นตัวเลข หกหรือ เจ็ดหลัก  หรือเรียกง่ายๆ ว่า เอาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายกัน  กลายเป็นค่านิยมขององค์กร ของตัวบุคคล   ซึ่งต้องกระทำกันเช่นนี้ เสมือน เป็นเรื่องที่ถูกต้องและหากผู้ใดไม่กระทำก็ถือว่าเฉื่อยชา ทำงานรอเงินเดือน  ไม่คิดจะหาอาชีพเสริมอื่นทำนอกจากรอรับเงินเดือน ( อันนี้เคยโดนเหน็บแนม)

หากแต่ทว่า รถ มันก็ต้องใช้น้ำมัน น้ำมัน มันก็แพงเหลือเกิน สมมติ ข้าราชในองค์กรหนึ่ง  จบใหม่ มีเงินเดือน เพียง 10,000 บาท  ยังไม่เคยที่จะเก็บหอมรอมริบ แต่อยากได้รถสักคัน ถามว่า ซื้อได้ไหม

ตอบได้เลยว่าในสมัยนี้ไม่ยาก   ก็แค่ทำเรื่องกู้เงินจากธนาคาร ในโปรโมชั่นซัก 700,000 บาท  ก็สามารถซื้อรถในราคาเงินสดและมีเงินเหลือ ทำประกัน ซื้ออุปกรณ์ตกแต่ง …

จากนั้น ก็ส่งเงินค่างวด  เดือนละ 6,000 ละกัน   เอาไว้กินไว้ใช้ 4000 บาท

เอ แต่เราซื้อรถมาแล้วเนี่ย อยากไปไหน มาไหน จะมัวเอารถจอดไว้อยู่เฉยๆ ทำไม มันก็ใช้รถของเราสิ  จากที่เคยนั่งรถโดยสารไปทำงาน ก็กลัวไม่ทัน ไม่อยากนั่งเบียดเสียดกับเขา   จากที่ไปซื้อของ นั่งรถเมล์ไปกับเพื่อนๆ หลายๆ คน ก็มีรถแล้วนี่ จะได้มีที่เก็บสัมภาระ  ไปงานแต่งเพื่อน  ไปเยี่ยมญาติ ไปซื้อของหน้าปากซอยฯลฯ จนเดี๋ยวนี้ ข้าราชการคนนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้รถยนต์ ในการนำตัวเขาไปสู่ที่หมายทุกครั้ง โดยไม่เคยเปลี่ยนมาลองใช้วิธีเดิน ปั่นจักรยาน  นั่งรถเมลล์      ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 500 บาท ท่านคิดว่ามันจะพอไหม

คนที่มีรถยนต์ จะรู้นะครับ.. ครึ่งหนึ่งหรือมากว่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน…. มันคือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือค่าน้ำมันรถนั่นเองครับ

แต่ก่อนสมัยผมยังเด็ก ค่าน้ำมันรถ เบนซิน ยังลิตรละ 10 บาทเศษๆ  เงินเดือน ของข้าราชการในสมัยนั้น น้อยกว่าเดี๋ยวนี้ไม่เท่าไร  มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ แต่ก็ไม่เห็นใคร ไปกู้เงิน ซื้อรถราคาแพงมาขับขี่กัน  พ่อผมคนหนึ่งก็ยังใช้รถจักรยานยนต์ มีแค่ สามเกียร์ เท่านั้น ใช้เป็นยานพาหนะ ก็ไม่เห็นมีใครในครอบครัว ได้รับความเดือดร้อนกันสักคน  ชีวิตก็แสนจะมีความสุข.  “ ความสุขอยู่ที่ความพอใจจริงๆ”

So, what do you think?

You must be logged in to post a comment.